- ABB
- Schneider
- SHIZUKI
- ACB / เบรกเกอร์
- Pilot Lamp / Push Button
- Power Plugs
- Safety Switch
- TIMER
- Wireway / รางวายเวย์
- คาปาซิเตอร์
- ตู้ไฟ / รางไฟ
- ท่อ,อุปกรณ์
- มอเตอร์เบรกเกอร์
- มิเตอร์ / พาวเวอร์มิเตอร์
- รีเรย์
- สวิทซ์ / ปลั๊ก
- สายไฟ / สายสัญญาณ
- อินเวอร์เตอร์ / Soft Start
- อุปกรณ์ป้องกันไฟตก / ไฟเกิน
- เครื่องพิมพ์ปลอกมาร์คสาย
- เซฟตี้สวิตช์
- แมกเนติกคอนแทคเตอร์
- โอเวอร์โหลดรีเลย์
คาปาซิเตอร์
จำหน่ายคาปาซิเตอร์ราคาโรงงาน คุณภาพมาตรฐานสากล
คาปาซิเตอร์ (Capacitor) สำหรับงานอุตสาหกรรม เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยในการปรับปรุงค่าพาวเวอร์แฟกเตอร์ (Power Factor Correction) ช่วยควบคุมคุณภาพกระแสไฟฟ้าให้เสถียรและประหยัดพลังงาน ส่งผลให้โรงงาน หรืออาคารพาณิชย์สามารถควบคุมคุณภาพไฟฟ้า เพื่อลดค่าปรับเพาเวอร์แฟกเตอร์ที่อาจเกิดขึ้นจากการไฟฟ้าลงได้ โดย “ร้านไฟฟ้า” เราจำหน่ายคาปาซิเตอร์ในราคาที่คุ้มค่า รับประกันมาตรฐานความปลอดภัยจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมบริการให้คำปรึกษา รับทำใบเสนอราคาสำหรับคำสั่งซื้อจำนวนมาก และมีบริการจัดส่งฟรี ! เมื่อมียอดสั่งซื้อครบ 5,000 บาท
Showing 1–20 of 77 results
จำหน่ายคาปาซิเตอร์ ABB (Hitachi), ชไนเดอร์, SHIZUKI ราคาโรงงาน
“ร้านไฟฟ้า” คัดสรรคาปาซิเตอร์ (Capacitor) ประสิทธิภาพสูงจากแบรนด์มาตรฐานสากล เพื่อเป็นโซลูชันในการปรับปรุงค่า Power Factor และเพิ่มเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้า พร้อมนำเสนอสินค้าคุณภาพเยี่ยมในราคาคุ้มค่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างมืออาชีพ
คาปาซิเตอร์ คืออะไร?
คาปาซิเตอร์ (Capacitor) หรือตัวเก็บประจุ ที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า “แคป” (Cap) คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่สำรองและปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าคล้ายกับแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่ชาร์จและคายประจุได้อย่างรวดเร็ว ในระบบไฟฟ้าอุตสาหกรรม หรือตู้คอนโทรล คาปาซิเตอร์มีบทบาทสำคัญเสมือนถังพักพลังงานที่ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่มอเตอร์ หรือเครื่องจักรทำงานหนัก เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความสมดุลและลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น มักนิยมนำมาประกอบวงจรกรองกระแส (Filter) วงจรบายพาส (By-pass) วงจรสตาร์ตเตอร์ (Starter) วงจรถ่ายทอดสัญญาณ (Coupling) เป็นต้น โดยมีหน้าที่หลัก ๆ ได้แก่
- ปรับปรุงค่า Power Factor : ช่วยลดค่าปรับจากการไฟฟ้า เนื่องจากการไฟฟ้ามีข้อกำหนดว่า หากโรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรและมอเตอร์ มีการควบคุมคุณภาพไฟฟ้า หรือค่า Power Factor ต่ำกว่า 0.85 เนื่องจากมีค่า kvar หรือกำลังไฟฟ้าแฝงสูง ซึ่งเป็นกำลังไฟฟ้าส่วนที่ไม่ได้นำไปใช้งานโดยตรง จะต้องถูกเรียกเก็บเงินค่าปรับ kvar เพิ่มในบิลค่าไฟแต่ละเดือน การติดตั้งคาปาซิเตอร์จะช่วยดึงค่า PF ให้สูงขึ้นตามมาตรฐาน ทำให้ไม่ต้องเสียค่าปรับส่วนนี้ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบไฟฟ้าในภาพรวมประหยัดพลังงานขึ้นอีกด้วย
- ช่วยสตาร์ตมอเตอร์ : ให้แรงบิดมหาศาลในเสี้ยววินาที เพื่อให้มอเตอร์เริ่มหมุนได้อย่างราบรื่น
- กรองกระแสไฟ : ช่วยให้กระแสไฟฟ้าเรียบและนิ่งขึ้น ป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ละเอียดอ่อน
- สำรองไฟชั่วคราว : ช่วยจ่ายพลังงานทดแทนในช่วงที่แรงดันไฟฟ้าตกชั่วขณะ
แบรนด์คาปาซิเตอร์ชั้นนำที่ร้านไฟฟ้าแนะนำ
คาปาซิเตอร์ ABB (ABB Capacitor) หรือ คาปาซิเตอร์ Hitachi
ABB เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน คาปาซิเตอร์ของ ABB โดยเฉพาะรุ่น CLMD ได้รับการออกแบบให้เป็นแบบแห้ง (Dry Type) ซึ่งปลอดภัยสูงมาก เพราะไม่มีน้ำมันรั่วไหลและมีระบบตัดไฟในตัวอัตโนมัติเมื่อเกิดความดันเกินภายใน ทำให้เป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับต้นสำหรับโรงงานที่เน้นความปลอดภัยและต้องการลดค่าปรับ Power Factor ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อค่า PF ต่ำกว่าที่การไฟฟ้ากำหนดได้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งรุ่นตามการใช้งาน ดังนี้
- CLMD43 (1-25 kvar) เหมาะสำหรับตู้คอนโทรลขนาดเล็ก หรือติดตั้งรายตัวสำหรับมอเตอร์ขนาดกลาง ให้ความเสถียรสูงในราคาประหยัด
- CLMD53 (30-45 kvar) รุ่นยอดนิยมสำหรับตู้ Capacitor Bank ในอาคารพาณิชย์และโรงงานขนาดเล็ก รองรับโหลดไฟฟ้าที่มีความต่อเนื่อง
- CLMD63 (50-75 kvar) ออกแบบมาเพื่อการใช้งานหนัก ทนทานต่ออุณหภูมิสูงและสภาวะไฟฟ้าที่มีสัญญาณรบกวน เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต
- CLMD83 (100-110 kvar) คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับระบบเมนหลักของโรงงาน มีความสามารถในการช่วยชดเชยกำลังไฟฟ้าส่วนที่สูญเสียไปในระบบ (kvar) ได้สูงและครบจบในตัวเดียว ช่วยประหยัดพื้นที่และลดความซับซ้อนในการเดินสายไฟภายในตู้คอนโทรล
คาปาซิเตอร์ ชไนเดอร์ (Schneider Electric)
หากกำลังมองหาคาปาซิเตอร์ที่มีความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและดีไซน์ แบรนด์ ชไนเดอร์ (Schneider Electric) คือคำตอบ ด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมชั้นสูงจากยุโรปที่เน้นความปลอดภัยระดับสูงสุด (Safety Standard) และมีรุ่นที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ระดับธุรกิจ SME ไปจนถึงอุตสาหกรรมหนัก โดยไลน์อัปที่ได้รับความนิยมที่สุดคือตระกูล VarPlus ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะหน้างาน ดังนี้
- VarPlus Can (Standard Duty) ดีไซน์ทรงกระบอก ติดตั้งง่าย ประหยัดพื้นที่ เหมาะสำหรับระบบที่มี Harmonic ไม่สูงมากนัก
- VarPlus Box (Heavy Duty) แบบตัวถังเหล็กสี่เหลี่ยม แข็งแรงทนทานสูงพิเศษ ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาวะไฟฟ้าที่รุนแรงและอายุการใช้งานที่ยาวนาน
คาปาซิเตอร์ SHIZUKI – ทางเลือกจากญี่ปุ่น
SHIZUKI เป็นแบรนด์คาปาซิเตอร์ชั้นนำจากญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำและมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด โดยได้รับความไว้วางใจอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานชั้นนำ SHIZUKI ขึ้นชื่อเรื่องกระบวนการผลิตที่เข้มงวดและการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง เชื่อถือได้ในระยะยาว
วิธีเลือกซื้อคาปาซิเตอร์ให้เหมาะกับโรงงาน
การเลือกคาปาซิเตอร์ให้เหมาะสมกับโรงงาน นอกจากการดูที่ขนาดหรือยี่ห้อที่ได้มาตรฐานแล้ว ต้องพิจารณาถึงความเข้ากันได้ของระบบไฟฟ้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องจักรและช่วยลดค่าปรับเพาเวอร์แฟกเตอร์ หรือค่าปรับจากการปล่อยให้มีไฟฟ้าสูญเสียในระบบมากเกินไปจนต่ำกว่าเกณฑ์การไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีปัจจัยหลักที่วิศวกรไฟฟ้าควรพิจารณาดังนี้
- ค่า kvar ที่ต้องการ : เริ่มจากการคำนวณค่า Power Factor ปัจจุบันจากบิลค่าไฟ เปรียบเทียบกับค่าเป้าหมายที่ต้องการปรับปรุง ซึ่งโดยปกติจะปรับให้ใกล้เคียง 0.95 หรือ 0.98 เพื่อกำหนดขนาดของคาปาซิเตอร์ที่ต้องติดตั้งให้พอดีกับโหลดของโรงงาน ไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป
- ระดับแรงดันไฟฟ้า (Voltage) : ต้องเลือกให้เหมาะสมกับแรงดันไฟฟ้าที่หน้างานจริง เช่น เลือกพิกัด 400V สำหรับงานทั่วไปที่ไฟฟ้าเสถียร หรือหากระบบมีการใช้ร่วมกับอุปกรณ์จำพวกตัวเหนี่ยวนำ (Inductor) ที่นำมาติดตั้งแบบต่ออนุกรมกับคาปาซิเตอร์ อย่างดีจูนรีแอคเตอร์ (Detuned Reactor) เพื่อกรองสัญญาณรบกวน ควรเลือกคาปาซิเตอร์ที่มีพิกัดแรงดันสูงขึ้นอย่าง 525V เพื่อความทนทานต่อแรงดันส่วนเกินในระบบ
- สภาวะ Harmonic (สัญญาณรบกวน) : ตรวจสอบว่าในโรงงานมีเครื่องจักรที่ใช้ Inverter, UPS หรือมอเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนมากหรือไม่ หากมีสัญญาณรบกวนสูง ควรเลือกคาปาซิเตอร์รุ่น Heavy Duty ที่ออกแบบมาเพื่อทนต่อกระแสเกินและอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ เพื่อป้องกันปัญหาคาปาซิเตอร์ระเบิด หรือบวมก่อนเวลาอันควร
- มาตรฐานแบรนด์และความน่าเชื่อถือ : การเลือกแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง ABB หรือ Schneider ไม่เพียงแต่ช่วยการันตีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย เช่น ระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อมีความดันเกิน มั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้าในโรงงานจะทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความเสี่ยง
สั่งซื้อคาปาซิเตอร์ในราคาโรงงาน จากร้านไฟฟ้า
“ร้านไฟฟ้า” แหล่งรวมอุปกรณ์ไฟฟ้าหลากหลายชนิด จำหน่ายคาปาซิเตอร์ ABB (Hitachi), Schneider และ SHIZUKI ในราคาคุ้มค่า โดยมีสินค้าพร้อมส่งทั่วประเทศและมีทีมวิศวกรไฟฟ้าคอยให้คำแนะนำ ให้การรับประกันนานสูงสุด 2 ปี จัดส่งฟรี ทันที ! เมื่อมียอดชำระครบ 5,000 บาทขึ้นไป อุ่นใจอีกขั้น ด้วยบริการหลังการขายระดับคุณภาพ ยินดีให้คำปรึกษาตลอดการใช้งาน หากต้องการสั่งซื้อจำนวนมาก สามารถขอใบเสนอราคาได้ทันที
สนใจสามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่
- โทร. 089-121-1111
- LINE OA: @eshop
- Email: ranfaifa@gmail.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาปาซิเตอร์ (FAQs)
จะสามารถทราบค่าการเก็บประจุของคาปาซิเตอร์ได้อย่างไร ?
หน่วยของคาปาซิเตอร์ คือฟารัด (Farad) เขียนย่อว่า F โดยทั่วไปจะมีการระบุไว้บนตัวคาปาซิเตอร์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่
- พิโกฟารัด (pF): มีค่าความจุ 10^(-12) F
- ไมโครฟารัด (µF): มีค่าความจุ 10^(-6) F
- ฟารัด (F): มีค่าความจุ 1 F
คาปาซิเตอร์ราคาเท่าไร ?
ราคาคาปาซิเตอร์ขึ้นอยู่กับประเภท ขนาด ยี่ห้อ โดยราคาทั่วไปในท้องตลาดจะอยู่ที่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ซึ่งร้านไฟฟ้ามีคาปาซิเตอร์จำหน่ายในราคาที่คุ้มค่า พร้อมส่วนลดตามโปรโมชัน รวมถึงการจำหน่ายในราคาส่ง
ทำไมติดตั้งคาปาซิเตอร์แล้วแต่ค่าปรับ Power Factor ยังไม่ลดลง ?
อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การเลือกขนาด kvar ไม่เหมาะสมกับโหลดจริง ตัวคาปาซิเตอร์เริ่มเสื่อมสภาพทำให้เก็บประจุได้น้อยลง หรือระบบคอนโทรลเลอร์ (PF Controller) ตั้งค่าไม่ถูกต้อง แนะนำให้ตรวจสอบค่ากระแสในแต่ละสเตปว่ายังทำงานปกติหรือไม่ หากเช็กแล้วไม่ปกติ แนะนำให้เปลี่ยนลูกที่เสื่อม ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อ รวมถึงปรึกษาวิศวกรเพื่อเช็กสัญญาณรบกวน เพื่อป้องกันค่าปรับ Power Factor บานปลาย เพราะการไฟฟ้าจะคิดเงินค่าปรับในทุกเดือน หากไม่รีบซ่อมแซม หรือปรับปรุงค่า PF ให้สูงกว่า 0.85 ตามที่กำหนด โรงงานจะต้องเสียเงินค่าปรับไปเรื่อยโดยใช่เหตุ
คาปาซิเตอร์แบบ Can (ทรงกระบอก) กับแบบ Box (ตัวถังเหล็ก) ต่างกันอย่างไร ?
คาปาซิเตอร์แบบ Can เน้นประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากราคาถูกกว่า อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัด ช่วยประหยัดพื้นที่ เหมาะกับงานทั่วไปที่ไม่มีสัญญาณรบกวนสูง ส่วนแบบ Box มักออกแบบมาเป็น Heavy Duty ทนความร้อนและสัญญาณรบกวนได้ดีกว่า จึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าในสภาวะงานหนัก
เมื่อไรที่ควรเปลี่ยนคาปาซิเตอร์ตัวใหม่ ?
ควรเปลี่ยนเมื่อตรวจพบว่าตัวถังเริ่มบวม มีน้ำมันรั่วซึมในรุ่นน้ำมัน เสียงดังผิดปกติ หรือเมื่อวัดค่าความจุแล้วพบว่าค่าลดลงต่ำกว่า 90% ของค่าที่ระบุไว้ที่ตัวถัง เพื่อป้องกันการระเบิดหรือความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า
